ภูมิปัญญาชาวบ้าน หมายถึง วิธีการจัดการ วิธีการชี้นำ และการริเริ่มเสริมต่อของนักปราชญ์
ในท้องถิ่นหรือในกลุ่ม ชน ภูมิปัญญาชาวบ้านล้วนสั่งสมงอกงามขึ้นจากความรอบรู้ ประสบการณ์
ผนวก ด้วยญาณทัศนะ(ความเฉียบคมในการหยั่งรู้ที่ลุ่มลึกกว่าวิสัยทัศน์) เป็นรากฐาน
ภูมิปัญญาชาวบ้าน ย่อมมีขึ้นเพื่อการปรับเปลี่ยนสภาพทรัพยากรและองค์ความรู้ที่มีอยู่เดิม
ให้ เพิ่มพูนคุณค่าขึ้นอย่างสอดประสาน และเหมาะสมกับบริบทต่างๆของสังคม หรือชุมชนของตน
ทั้งด้านระบบที่เผชิญอยู่ เช่น ภูมิปัญญาการปรับเปลี่ยนวิธียังชีพจากเพียงเพื่ออยู่ รอดไปสู่ภาวะมีกิน
มี อยู่มีใช้อย่างพอเพียง ภูมิปัญญาชาวบ้านย่อมให้ผลสัมฤทธิ์ที่เกื้อประโยชน์ต่อกลุ่มชนมากกว่าต่อ
ปัจเจก ชนสามารถขยายผลสืบส่งอย่างกว้างขวางและต่อ เนื่อง คนส่วนใหญ่ของกลุ่มสามารถรับเอาภูมิ
ปัญญานั้นๆ เข้าสู่วิถีชีวิตได้อย่างมีระบบและมีพลัง ภูมิปัญญาชาวบ้านที่ทรงคุณค่ายิ่ง และสืบ
ทอดต่อกันยาวนานจะค่อย ๆ ซึมซาบเข้าสู่นิสัยการคิดและการกระทำจนกลายเป็นสามัญลักษณะเป็น
ขนบนิยม หรือจริยวัตรปกติของคนรุ่นหลังๆ และหากถูกนำไปใช้ต่างยุคต่างสมัย หรือต่างสถานที่
หรือต่างกลุ่มชนที่ มีบริบทสอดแคล้วแตกต่างกัน
รากเหง้าของภูมิปัญญาชาวบ้านจึงมักเกี่ยวเนื่องกับการนำ “สภาวะ” ตามธรรมชาติที่อยู่ใน
วิสัยที่จะจัดได้หรือ “ภาวะ” ที่เกิดจาก การกระทำ การเสาะสร้างของคนรุ่นก่อนๆ มาปรับเปรอให้
เกื้อกูลแก่การดำรงชีพขั้น พื้นฐานหรือปัจจัย 4 อันได้แก่ อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่อง นุ่งห่ม และยาบำบัด
โรคภัยไข้เจ็บ แล้วภูมิปัญญาเหล่านั้นค่อยๆ แตกหน่อต่อยอดเป็นภูมิปัญญาเพื่อจรรโลงจิตใจเป็น
เครื่องประเทืองอารมณ์ อันได้แก่ ภูมิปัญญาประเภทงานช่างฝีมือ และศิลปกรรมพื้นบ้าน ตลอดจน
ภูมิปัญญา อันเป็นปทัสถานที่ยึดถือว่าเป็นความดีความงามตาม คติชน หรือคติชาวบ้าน
ภูมิปัญญา ชาวบ้านประเภทเพื่อการยังชีพมีขึ้นเพื่อการมีชีวิตอยู่รอด อยู่อย่างมีความสุขสบาย
ตามอัตภาพ เป็นภูมิปัญญาที่เกี่ยวกับ การเสาะหาปัจจัยพื้นฐานในการยังชีพของสังคมปฐมฐานยุคที่
มนุษย์เสาะหา ปัจจัยด้วยวิธีเก็บเกี่ยวและการใช้แรงงาน ได้แก่ วิธีทำมาหากิน วิธีเสาะหาและจัดการ
เกี่ยวกับปัจจัย 4 คือ ที่อยู่อาศัย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค เป็นต้น ภูมิปัญญาเหล่านี้ค่อยๆ
เพิ่มพูนงอก งามขึ้น จนดูประหนึ่งเป็นสิ่งสามัญ
“โคระ” ถือเป็นภูมิปัญญาเพื่อการยังชีพ ที่เกี่ยวภูมิปัญญาที่เกี่ยวกับการทำมาหากิน ซึ่งเริ่ม
แต่ภูมิปัญญาการ เก็บเกี่ยว เช่น ภูมิปัญญาการหาของป่า ล่าสัตว์ ตีผึ้ง การทำและใช้เครื่องจับสัตว์
บก สัตว์น้ำ เช่น นก ปลา เสือ ช้าง ภูมิปัญญาเหล่านี้ค่อยพัฒนาขึ้นเป็นอาชีพ มีรูปแบบของ
เครื่องมือเครื่อง ใช้ เฉพาะตัว เฉพาะถิ่นขึ้น เช่น หน้าไม้ แร้ว ไซ เชงเลง หญุด ภูมิปัญญาในการ
เลือกพันธุ์ข้าวทำนา การไถ คราด หว่าน ดำ เป็นต้น
โคระใช้สวมป้องกับแมลงในสวนจำปาดะ
ลักษณะและวิธีใช้โคระ
โคระ เป็นเครื่องสานที่ใช้ห่อหรือสวมผลไม้จำพวกขนุนและจำปาดะ เพื่อป้องกันตัวหนอน
ชอนไชทำความเสียหายให้กับผลไม้ โดยทั่วไปทำจากใบมะพร้าวสดหรือแห้งก็ได้ ถ้าเป็นใบแห้งต้อง
แช่น้ำก่อน 1 คืน เพื่อให้ใบคลี่สะดวกต่อการสาน การทำโคระ
วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ทำโคระ
1. ไม้เสียบทำจากก้านมะพร้าว
2. ทางมะพร้าว 2 ท่อน
3. มีด
4. เขียง
วิธีการทำโคระ
1. เริ่มด้วยเลือกทางมะพร้าวที่มีก้านใบสมบูรณ์ดีไม่มีรอยฉีกขาดหรือมีแต่น้อย
2. ตัดทางให้เป็นท่อนติดก้านใบข้างละ 3 ก้าน รวม 6 ก้าน นำท่อนทางที่ตัดแล้วจำนวน 2
ท่อนสานเข้าด้วยกัน
3. จับท่อนทางทั้งคู่หันหน้าเข้าหากัน สานขึ้นรูปทีละด้านด้วยลาขัด เมื่อขัดตอกได้ 4 ตาแล้ว
ใช้ก้านมะพร้าวทำเป็นหมุดกลัดตอกเส้นบนสุดของ ทั้งสองข้างไว้กันหลุด
4. พลิกไปสานด้านตรงข้ามต่อไป ขัดตอกตามวิธีเดิมจนได้ รูปคล้ายกรวย ปลายตอกทั้ง
สองของแต่ละท่อนทางจะ ไปรวมอยู่ด้านเดียวกัน
5. ขัดตอกตามวิธีเดิมจนใกล้สุดปลายตอกใบ รวบปลายใบขัดเป็นปม 2 ปม คล้ายผมเปีย ได้
รูปโคระที่เสร็จ สมบูรณ์
6. ถ้าต้องการทำโคระที่โตกว่า เพื่อใช้ห่อผลไม้ขนาดใหญ่ ทำได้โดยการตัดทางมะพร้าวให้
มีตอกใบข้างละ 5-7 ก้าน 2 ท่อน ได้ก้านใบ 20-28 ก้าน สานขึ้นรูปโดยวิธีเดียวกัน
ผู้ เฒ่ากับการสานโคระ
เกือบจะเป็นโคระ
โคระที่เสร็จแล้วพร้อมใช้งาน
ระยะ เวลาในการใช้โคระ
ชาวสวนใช้โคระสวมขนุนหรือจำปาดะตั้งแต่ยัง เป็นผลอ่อน อายุประมาณ 1 เดือน โดยสวม
ทางปากหรือก้นโคระก็ได้ แล้วปล่อยทิ้งไว้จนผลไม้เจริญเต็มที่ โคระก็จะขยายตัวยืดออกตามขนาด
ของ ผลไม้นั้น ๆ โคระแต่ละใบใช้ได้เพียงครั้งเดียว
โคระที่สวนจำปาดะบ้านตา ข้ำ
โคระ ภูมิปัญญาชาวบ้านภาคใต้ที่มีประโยชน์ต่อการทำมาหากินและวิถีดำเนินชีวิต อย่าง
เหมาะสม และ มีพลังมาช้านาน เป็น “ศาสตร์ชาวบ้าน” ที่มีข้อจำกัดเฉพาะถิ่นเฉพาะช่วงเวลา
และส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีการสืบต่อของ ภูมิปัญญา การจะดำรงไว้ซึ่งภูมิปัญญาต่าง ๆ จำเป็นจะต้อง
เล็งเห็นความ สำคัญของภูมิปัญญานั้น ๆ แล้วสืบสานต่อไปยังรุ่นลูกรุ่นหลานเพื่อดำรงไว้ซึ่งภูมิปัญญา
อัน ชาญฉลาดของบรรพบุรุษ
ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ นายข้ำ เครืออักษร อายุ 84 ปี บ้านเลขที่ 15 หมู่ที่ 4
ตำบลเกาะยอ อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา
ที่มา : แก้จน.com
